BDMS ชู Wellness เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แนะเปิด “Wellness Sandbox”
BDMS ชู Wellness เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แนะเปิด “Wellness Sandbox” ทดลองบริการในพื้นที่นำร่อง หวังปลดล็อกกฎระเบียบที่ยังเป็นกำแพง พร้อมต่อยอดไทย สู่ศูนย์กลาง Wellness ระดับภูมิภาค
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน
โดยแพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS ได้ร่วมงานและได้กล่าวบรรยายหัวข้อ “The Future of the Human-Centric Economy: Leveraging Tourism, Wellness and Healthcare” ว่า สิ่งที่น่าจับตาสำหรับประเทศไทย คือโอกาสการเติบโตของตลาด Wellness ซึ่ง BDMS เห็นพัฒนาการของตลาดนี้มาต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นมากกว่า 10 ปีที่แล้วผ่าน RoyalLife Wellness Clinic ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพภายในโรงพยาบาล
จากเดิม Wellness ถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนที่มีเงิน มีเวลา และให้คุณค่ากับสุขภาพมากพอที่จะยอมจ่ายเพิ่ม แต่ปัจจุบันตลาดเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนที่อายุน้อยลงเริ่มเข้ามาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้ Wellness ไม่ใช่เรื่องของคนบางกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและให้ความสำคัญได้
อย่างไรก็ตาม สุขภาวะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเกิดขึ้นทุกวัน การที่นักท่องเที่ยว หรือผู้มาใช้บริการอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาประมาณ 10 วัน จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างประสบการณ์ด้าน Wellness และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อีกมาก
คนรุ่นใหม่! หันมาป้องกัน ก่อนรอให้ป่วย
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ กล่าวว่า ความต้องการด้าน Wellness ในปัจจุบันเห็นได้ชัดจากคนอายุน้อยที่เข้ามาใช้บริการเวชศาสตร์เชิงป้องกันและเวชศาสตร์ทางเลือกมากขึ้น เพราะไม่ต้องการรอให้เกิดอาการป่วยแล้วจึงเข้ารับการรักษา ซึ่งในอดีตบางคนอาจมองว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำอะไรได้มาก แต่ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์พัฒนาขึ้นมาก ทั้งความรู้ด้านพันธุกรรม ห้องปฏิบัติการ และข้อมูลสุขภาพ ทำให้แต่ละคนสามารถเข้าใจร่างกายและความเสี่ยงของตัวเองได้มากขึ้น และสามารถวางแผนเพื่อชะลอการเจ็บป่วย หรือรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีได้นานขึ้น
ไทยมีของครบ แต่โจทย์ใหญ่ คือ “เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน”
สำหรับประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการให้บริการสุขภาพและมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้การสร้างขีดความสามารถด้านสุขภาพและบริการ Wellness เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย จึงมองว่า องค์ประกอบของ Wellness ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร การใช้ชีวิต วิทยาศาสตร์ สุขภาพ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย ซึ่งประเทศไทยมีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกันให้เป็นเส้นทางการดูแลสุขภาพที่ต่อเนื่อง เป้าหมาย คือทำให้เกิดระบบที่รองรับทั้งคนไทย ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย รวมถึงผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาเพื่อดูแลสุขภาพและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
BDMS ทดลองโมเดล Wellness ใจกลางกรุงเทพฯ
ในแง่ของการพิสูจน์แนวคิด BDMS มองว่า หากต้องการพิสูจน์ว่า Wellness สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง คนต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่และใช้ชีวิตอยู่ในระบบนั้น ไม่ใช่เพียงเข้ามาใช้บริการเป็นครั้งคราว BDMS จึงมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ที่ประกอบด้วย ที่อยู่อาศัย /Wellness Clinic / ร้านค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่สามารถเดินทางอยู่บนเส้นทางของ Wellness ได้อย่างต่อเนื่อง
โดยจุดแข็งสำคัญ คือ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดกับสวนลุมพินี ภายใต้ชื่อ WellEra Bangkok ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อแนวคิดด้านสุขภาวะอยู่แล้ว ซึ่งการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า BDMS จะต้องนำโมเดลเดียวกันไปใช้ทุกแห่ง แต่ต้องการพิสูจน์แนวคิดว่ารูปแบบดังกล่าวสามารถทำงานได้จริง และหากสำเร็จก็สามารถนำแนวคิดไปต่อยอดในพื้นที่อื่น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิง Wellness ของประเทศไทย
สร้าง Wellness Ecosystem ต้องจับมือพันธมิตร
สำหรับการสร้างงานและขยายขีดความสามารถของบริการ Wellness แพทย์หญิงปรมาภรณ์ กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญ คือ BDMS ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เห็นแนวคิดเดียวกันและเข้ามาทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อากาศ น้ำ พื้นที่ทำงาน ร้านค้าปลีก หรือผู้ให้บริการด้าน Wellness ทุกส่วนต้องถูกนำมาเชื่อมโยงกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการออกแบบและสร้างระบบให้เกิดขึ้นจริง
BDMS ยังมองว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล แต่เป็นกลุ่มบริษัทเอกชนที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ ประเทศไทยเองมีข้อได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพของประเทศได้
กฎระเบียบยังเป็นกำแพง เสนอ Wellness Sandbox
เมื่อถามถึงปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจ Wellness เติบโต รวมถึงกฎระเบียบที่อาจเป็นทั้งตัวสนับสนุนและอุปสรรค แพทย์หญิงปรมาภรณ์ มองว่า กฎระเบียบด้านสุขภาวะและสาธารณสุขยังเป็นกำแพงสำคัญ ในฐานะแพทย์ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง คือความปลอดภัย เพราะการพัฒนาบริการด้านสุขภาพต้องมั่นใจว่าจะไม่สร้างความเสี่ยงให้กับประชาชน แต่ในขณะเดียวกัน หากประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจใหม่จาก Wellness ก็จำเป็นต้องหาวิธีก้าวข้ามข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
หนึ่งในแนวทางที่เสนอ คือการจัดทำ “Sandbox สำหรับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม Wellness” ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรืออาจกำหนดเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถทดลองพัฒนาบริการภายใต้กรอบที่กำหนดได้ แนวคิดนี้ จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถมองเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและกำหนดมาตรการจัดการได้ ขณะที่ ภาคเอกชนก็สามารถทดลองรูปแบบใหม่ได้อย่างมีขอบเขต อีกทั้งมองว่า Wellness เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้กฎหมายอาจตามไม่ทัน หากมีการเปิดพื้นที่ให้ทดลอง ก็จะสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและนำผลที่ได้ไปพัฒนากฎระเบียบต่อไป
ดังนั้น “Wellness Sandbox” จึงอาจเป็นโซลูชั่นที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย และหากสามารถเริ่มต้นได้ เชื่อว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบพร้อมที่จะต่อยอดและขยายผลในอนาคต
สังคมสูงวัยต้องตอบให้ได้ว่า “ใครเป็นคนจ่าย”
อีกโจทย์สำคัญของการดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุ คือเรื่องต้นทุนและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย โดยประเทศไทยมีระบบดูแลสุขภาพหลายรูปแบบ ทั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม การจ่ายเงินเอง และประกันชีวิต เมื่อมีการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย จึงต้องตอบให้ได้ว่า ใครจะเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่เข้ามาอยู่อาศัยและใช้บริการเหล่านี้
โดยแพทย์หญิงปรมาภรณ์ มองว่า หากสามารถบริหารจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายได้ ประเด็นอื่นอาจไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ เพราะประเทศไทยมีบริการด้านสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว ขณะที่ ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดูแลผู้สูงอายุมีระบบประกันรูปแบบหนึ่งที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ทำให้ระบบสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
AI ไม่ได้มาแทนหมอ แต่ช่วยให้ทำงานเร็วและแม่นขึ้น
ด้านเทคโนโลยี แพทย์หญิงปรมาภรณ์ มองว่า ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีมาใช้ใน Healthcare ไม่ได้ยากเหมือนเมื่อ 5-10 ปีก่อน โดยเฉพาะ AI ที่บุคลากรทางการแพทย์เปิดรับมากขึ้น แม้ในช่วงแรกผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บางส่วนอาจกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานที่ทำอยู่ แต่ในความเป็นจริง ความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่บุคคลและวิชาชีพนั้นๆ ดังนั้น บุคลากรจึงพร้อมเรียนรู้และนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความผิดพลาดจาก Human Error สิ่งที่ BDMS ให้ความสำคัญในขณะนี้จึงเป็นการพัฒนาทักษะการใช้ AI โดยไม่จำเป็นต้องใช้กับทุกงาน แต่เน้นงานที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยได้ โดยเฉพาะการทำงานกับ ข้อมูลสุขภาพ
ข้อมูลสุขภาพต้องปลอดภัย คนยังเป็นหัวใจของ Healthcare
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ กล่าวด้วยว่า ไม่ว่าจะพัฒนาระบบ AI รูปแบบใด จำเป็นต้องมีข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อให้ AI สามารถช่วยงานได้ ดังนั้น กระบวนการพัฒนาและนำ AI มาใช้จึงต้องให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยของระบบนิเวศข้อมูลทั้งหมด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่สำหรับ Healthcare ยังให้คุณค่ากับบุคลากรที่เป็นมนุษย์มากกว่าเทคโนโลยี เพราะ AI ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่เข้ามาแทนที่คน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB